สำนักพิมพ์ รัตมาบุ๊คส์ Story Love Sweet

ผู้เขียน : tonkhowรัตมา   หัวข้อ : ตอน 3 บุพเพอาละวาดอ่าน 579 / ความคิดเห็น 0
รูปประจำตัว
tonkhowรัตมา
  • 150 กระทู้ที่เริ่มไว้
  • 24 เมษายน 2556
รูปไอคอน
หัวข้อ : ตอน 3 บุพเพอาละวาด
27/9/2559 12:05:00

 

เพียงได้ยินว่าพี่ชายชอบคุณหนูเฉินเสวี่ยชิง เขาก็ไม่ได้พูดอะไรต่อ แม้ว่าเขาจะราวกับเจอรักแรกพบกับอีกฝ่ายก็ตาม แต่ในเมื่อพี่ชายหมายตานางแล้ว เขาก็ไม่อยากที่จะแย่งชิงพี่ชาย เพราะมั่นใจว่าให้ยังไงฝ่ายหญิงก็คงเลือกพี่ชายซึ่งเป็นแม่ทัพใหญ่แห่งแคว้นเฉียงมากกว่าอยู่แล้ว ส่วนเขาเป็นเพลย์บอย คบผู้หญิงมากหน้าหลายตา ผู้หญิงดีๆ ที่ไหนจะมาชื่นชอบกัน ถ้าพี่ชายไม่มีความติดต้องใจ 

 

เขาก็อยากที่จะลองผูกมิตรสัมพันธ์กับอีกฝ่ายอยู่เช่นกัน แม้ว่าเขาจะเจ้าชู้มากแค่ไหน แต่ถ้าเป็นคนที่พี่ชายชอบ เขามักจะยอมเสียสละให้ สำหรับพี่ชายก็มีความคิดเช่นกัน ถ้าผู้หญิงคนไหนที่คบอยู่กับน้องชาย ก็จะไม่เข้าไปยุ่งเกี่ยวด้วย ต่างเคารพสิทธิ์อย่างเกรงใจในกันและกัน ก่อนจะพากันไปเดินดูตลาดอี้เจียงต่อ 

 

ทางด้านของหลันหมิงเอ๋อ ก็ได้เก็บสมุนไพรอย่างเพลิดเพลิน เมื่อมองเห็นสมุนไพรที่ท่านอาสั่งให้มาเก็บ ก็ทำการถอน ปักตังเซียม กับ โต่วต๋ง ซึ่งสมุนไพรทั้งสองเอาไปทำยาได้ ปักตังเซียม หรือ ตั่งเซียม เป็นสมุนไพรที่เสริมภูมิคุ้มกันให้กับร่างกาย มีรสหวาน ฤทธิ์ยากลาง ออกฤทธิ์ที่เส้นลมปรานม้ามและปอด เหมาะสำหรับผู้ที่มีอาการวิงเวียนศีรษะ หน้ามืดตาลาย เบื่ออาหาร เป็นหวัดง่าย อ่อนเพลีย มีสมญานามว่าโสมคนจน เพราะมีสรรพคุณยาที่สูงมาก นำมาต้มรับประทาน 

 

ส่วน โต๋วต๋ง เป็นยาสมุนไพร บำรุงไตและตับ บำรุงกระดูก และเอ็น แก้อักเสบปวดกล้ามเนื้อ ใช้ลดความดันเลือดด้วย มือเรียวก็ทำการถอนมันออกมาอย่างคล่องแคล่ว ระหว่างนั้นก็พลันมองเห็นบางอย่างที่เคลื่อนไหวอยู่ไม่ไกลตนเอง สวบ สวบ เธอก็มองอย่างสงสัยและหวาดระแวง ว่าจะเป็นตัวอะไร 

 

“อย่าบอกนะว่ามีงูอยู่ตรงนี้น่ะ” ดวงตากลมมองไปยังกอหญ้าซึ่งเป็นที่มาแห่งการเคลื่อนไหวแบบไม่กระพริบ เพียงครู่เธอก็มองเห็นสิ่งที่ทำให้ตนเองหวาดกลัว มันเป็นสัตว์ตัวเล็ก มีขนสีขาวปุกปุย พลางยิ้มออกมาอย่างชื่นชอบ

 

“น่ารักจังเลย” แล้วเธอก็เดินเข้าไปอุ้มมันขึ้นมายังแนบอก

 

“คุณหนูหมิงเอ๋อเจอสิ่งใด” เยี่ยชุนสอบถามผู้เป็นนาย

 

“ข้าเจอกระต่ายน่ารักมากๆ ข้าอยากเลี้ยง”

 

“ฮูหยินต้องไม่อนุญาตอย่างเด็ดขาด” สาวใช้คาดการณ์ได้ทันที

 

“แต่ข้าอยากเลี้ยงนี่นาเยี่ยชุน” ทำน้ำเสียงกระเง้ากระงอด

 

“ถ้าขืนพากลับไป ต้องเป็นเรื่องแน่นอน”

 

“แต่ถ้าปล่อยไว้ที่นี่ ข้าอาจจะไม่ได้เจอกับมันอีกก็ได้”

 

“ข้าจะช่วยดูแลเจ้ากระต่ายน้อยให้คุณหนูเอง” ฉางเล่ยเหยาขันรับอาสา

 

“เจ้านี่น่ารักมากเลยเล่ยเหยา ข้าขอบใจเจ้ามากๆ”

 

“เดี๋ยวพวกเราไปนั่งพักที่น้ำตกกันก่อนดีกว่าคุณหนูหมิงเอ๋อ” ชายหนุ่มเอ่ยถึงสถานที่ซึ่งอยู่ไม่ไกลออกมา คือน้ำตกต้าถังที่อยู่ในป่า หลันหมิงเอ๋อมาป่าทีไรก็มักจะแวะมานั่งพักผ่อนหย่อนใจที่นี่อยู่เสมอ เพราะชื่นชอบกับธรรมชาติ กับลมที่พัดโชยมาอย่างรวยระรื่นพร้อมกับกลิ่นดอกไม้ป่า

 

“ข้าเห็นด้วย ข้าอยากเล่นน้ำตก”

 

“คุณหนูควรกลับได้แล้ว เดี๋ยวฮูหยินจะเป็นห่วง” เยี่ยชุนเอ่ยขึ้นมา แต่มีเหรอที่คุณหนูจอมดื้อดึงจะทำตามน่ะ

 

“เล่นน้ำตกก่อนแล้วค่อยกลับ” ซึ่งนางก็ทรุดกายนั่งลงบนก้อนหินและใช้เท้าราน้ำที่เย็นจัดอย่างชื่นชอบ

 

“ข้าว่ามาเที่ยวแบบนี้สนุกกว่านั่งเรียนอีกน่ะเยี่ยชุน”

 

“แต่คุณหนูหมิงเอ๋อมาทุกวันไม่ได้ คุณหนูต้องเรียนด้วย”

 

“น่าเบื่อที่สุด” พลางทำหน้ามุ่ยราวกินยาที่ขมจัด มือเรียววักน้ำใส่สาวใช้เพื่อแกล้งอีกฝ่ายเล่น

 

“คุณหนูอย่าเล่นแบบนี้ เดี๋ยวข้าเปียก”

 

“ข้าอยากลงไปว่ายน้ำในน้ำตกน่ะเยี่ยชุน”

 

“วันอื่นเถิดคุณหนู”

 

“ก็ได้” ยอมทำตามด้วยดีแบบว่าง่าย

 

กระทั่งนั่งเล่นน้ำตกจนพอใจแล้ว หลันหมิงเอ๋อก็เตรียมกลับไปที่บ้านของท่านอาฟ่งซาน ระหว่างทางที่เดินกลับนั้นก็พบกับหญิงสาวสองคนเดินผ่านมา โดยฝ่ายชายมีสภาพบอบช้ำ ปากแตก และใบหน้ามีรอยฟกช้ำ จึงสอบถามด้วยความสงสัย โดยในมือของนางมีเจ้ากระต่ายตัวน้อยยังทรวงอกด้วย 

 

“พวกเจ้าไปโดนอะไรมากัน”

 

“พวกเราโดนนักเลงหัวไม้รังแก เพียงเพราะพี่ชายของข้าพิการ” นางบอกให้ได้ทราบ

 

“แล้วพี่ชายเจ้าบาดเจ็บแบบนี้ จะไม่ทำแผลหน่อยเหรอ” สอบถามด้วยน้ำเสียงห่วงใย

 

“พวกเราไม่มีเงินซื้อยาหรอกคุณหนู”

 

“พวกเจ้าไม่ต้องซื้อ ข้าจะช่วยเอง” โดยหลันหมิงเอ๋อก็เดินเข้าไปเก็บสมุนไพรจีน แปะตำตึงและใช้หินมาบดใบจนละเอียด ก่อนจะนำมาพอกยังบาดแผลและรอยฟกช้ำของผู้เป็นพี่ชาย

 

“แม่นางช่างมีน้ำใจกับพี่ชายและข้ามาก” อย่างน้อยการที่นางโดดเรียนมาอยู่ที่บ้านท่านฟ่งซานก็มีประโยชน์ ที่สามารถนำมาช่วยเหลือคนได้

 

“พวกนักเลงหัวไม้ที่ทำร้ายเจ้าเป็นใครเหรอ” สอบถามด้วยน้ำเสียงอยากรู้

 

“คุณชายลั่วกุ้ยเหรินให้คนทำร้ายพี่ชายของข้า แค่เพียงพี่ชายข้าเดินสะดุดและทำน้ำชาหกใส่”

 

“กุ้ยเหรินแปลว่า ผู้ล้ำค่าและมีเมตตา แต่กลับทำร้ายคนที่พิการ น่ารังเกียจที่สุด”

 

“พี่ชายข้าคงไปทำงานไม่ได้ เพราะบาดเจ็บ” หลันหมิงเอ๋อจึงหยิบถุงเงินออกมาและแบ่งเงินจำนวนหนึ่งให้กับสองพี่น้องที่น่าสงสาร

 

“ข้าให้ เอาไว้ใช้ช่วงที่บาดแผลยังไม่หาย”

 

“แม่นางช่างใจดีกับเราสองคนมาก ไม่ทราบว่าแม่นางมีชื่อว่าเช่นไร วันหนึ่งข้าสองคนอาจจะมีโอกาสได้ตอบแทนบุญคุณแม่นาง”

 

“คุณหนูของข้าชื่อคุณหนูหลันหมิงเอ๋อ”

 

“ข้าจะจำชื่อคุณหนูไว้”

 

“นี่เป็นยาสมุนไพร พวกเจ้าเอาไว้พอกแผลด้วย” 

 

“ขอบคุณ คุณหนูหมิงเอ๋อมาก” ทั้งสองยกมือขึ้นมาคารวะ 

 

“ขอบคุณ คุณหนูหมิงเอ๋อมาก” ทั้งสองยกมือขึ้นมาคารวะอย่างนอบน้อม ก่อนที่ผู้เป็นน้องสาวจะประคองร่างของพี่ชายกลับไปยังที่พัก

 

“ข้าดีใจจัง สิ่งที่ข้าเรียนรู้มา ช่วยเหลือคนได้มากมาย” 

 

“จริงด้วยคุณหนู” เยี่ยชุนตอบรับอย่างเห็นด้วย 

 

“ถ้าข้าไม่ได้คุณหนูหมิงเอ๋อ ข้าก็คงจะตายไปแล้ว ขอบคุณสวรรค์ที่ทำให้ข้าได้พบกับคุณหนูผู้เมตตา” ฉางลั่วเหยาติดหนี้บุญคุณของคุณหนูผู้เมตตา เพราะความรู้เกี่ยวกับสมุนไพรจีน จึงทำให้นางช่วยรักษาอาการป่วยให้กับคนจนได้ โดยไม่จำเป็นต้องใช้เงิน  

 

หลันหมิงเอ๋อนำกระต่ายกลับไปยังบ้านของฉางลั่วเหยา มือเรียวลูบไล้ไปยังหัวของมันด้วยความเอ็นดู 

 

“แล้วข้าจะมาหาเจ้าใหม่นะเถ่าเถา” นางตั้งชื่อเจ้ากระต่ายน้อยปุกปุยด้วย ก่อนจะส่งมันให้กับลั่วเหยา โดยไม่ลืมที่จะไปลาท่านอาซึ่งเป็นนายแพทย์ด้วย 

 

“ท่านอาฟ่งซาน ข้าขอตัวกลับก่อน” 

 

“ไปเถอะหมิงเอ๋อ” โดยกายเล็กก็เดินกลับไปพร้อมเยี่ยชุน 

 

เมื่อกลับถึงบ้านหลันหมิงเอ๋อก็ค่อยๆ ย่องเข้าไปอย่างเงียบกริบ เพราะไม่อยากให้มารดารับรู้ว่าตนเองกลับมาแล้ว ซึ่งเยี่ยชุนก็พลอยต้องย่องตามเจ้านายสาวเช่นกัน แต่ไม่อาจที่จะหลบพ้นสายตาอันคมกริบของมารดาได้ 

 

“หมิงเอ๋อ เจ้าโดดเรียนปักผ้าและการชงชา ข้าต้องลงโทษเจ้า” 

 

“ท่านแม่ วันนี้ข้าไปช่วยรักษาคนป่วยที่บ้านท่านอาฟ่งซาน ท่านแม่น่าจะภูมิใจในตัวข้า ที่ข้าช่วยเหลือคนไว้” 

 

“ข้าภูมิในตัวเจ้า แต่มันคนละส่วนกับการเรียน ถ้าเจ้าอยากช่วยเหลือคนมาก เจ้าก็ควรจะเรียนตามที่ข้าบอก ไม่อย่างนั้นข้าก็จะลงโทษเจ้า” เพียงพูดจบประโยค ฝ่ามือของท่านฮูหยินก็ฟาดไปยังร่างของบุตรสาวหลายครา 

 

“ท่านแม่ ข้าเจ็บ โอ๊ย!” หลันหมิงเอ๋อ ส่งเสียงโอดครวญ

 

“ต่อไปเจ้าจะได้ไม่กล้าทำอีก เยี่ยชุนในฐานะที่เจ้าเป็นคนดูแลคุณหนูหมิงเอ๋อ ทำไมเจ้าถึงไม่ห้ามปรามคุณหนูกัน เจ้าต้องถูกทำโทษด้วย” พลางหันมาดุใส่สาวใช้และใช้มือฟาดไปยังแขนของสาวใช้เช่นเดียวกับบุตรสาว 

 

“ข้าห้ามแล้วฮูหยิน แต่คุณหนูหมิงเอ๋อไม่ฟังข้าเลย” เยี่ยชุนตอบกลับมาพร้อมกับใช้มือกุมไปยังแขนเล็กของตนเองด้วยฟางซู่เจินรับรู้ถึงนิสัยของลูกสาวเป็นอย่างดีว่าดื้อด้านมากเพียงใด 

 

“เยี่ยชุนไม่ผิด ข้าต่างหากที่เป็นคนหนีเรียน เยี่ยชุนห้ามข้าแล้วแต่ข้าไม่ยอมทำตามเองท่านแม่” เพราะไม่อยากให้สาวใช้ของตนเองถูกลงโทษ จึงยอมรับผิดแต่เพียงคนเดียว แม้ว่าคุณหนูจะร้ายมากก็ตามที แต่ไม่เคยที่จะโยนความผิดให้คนอื่นด้วย กลับยอมรับผิดในการกระทำของตนเองแต่โดยดี 

 

“เยี่ยชุน ถ้าหมิงเอ๋อ หนีเรียนอีกเจ้าต้องรีบรายงานให้ข้ารู้” 

 

“ข้ารับทราบฮูหยิน” 

 

“ข้าจะลงโทษด้วยการกักบริเวณเจ้าสามวันหมิงเอ๋อ ถ้าเจ้าออกจากบ้านเมื่อไร ข้าจะให้เจ้าอดข้าวอดน้ำ” 

 

“ท่านแม่ใจร้ายกับข้ามาก” เพียงรับรู้โทษของตัวเอง นางก็ทำน้ำเสียงโอดครวญ พร้อมกับใบหน้ามุ่ย 

 

“ช่วยไม่ได้เจ้าอยากดื้อกับข้าก่อน ถ้าเจ้าตั้งใจเรียน เจ้าจะไปไหนข้าก็จะไม่ว่า” มารดาไม่ใส่ใจกับน้ำเสียงต่อว่าของบุตรสาวเลย 

 

เมื่อถูกตาต้องใจกับสาวน้อยกุ้ยเสวี่ยชิง แม่ทัพใหญ่แห่งแคว้นเฉียงก็เขียนบทกวีชื่นชมความงดงามของนางด้วยใบหน้าที่เกลื่อนไปด้วยรอยยิ้มแห่งความชื่นชอบ มือจับปลายพู่กันและตวัดสีเขียนบทกวีลงไปยังแผ่นกระดาษเบื้องหน้าอย่างอ่อนช้อยและงดงาม ซึ่งจางลี่เหว่ยเห็นพี่ชายกำลังตวัดปลายพู่กันด้วยความสนใจ จึงเดินเข้ามาสอบถามอย่างสงสัยและอยากรู้ 

 

“พี่ใหญ่วาดรูปอะไรกัน” 

 

“ข้ากำลังร่ายบทกวีน่ะน้องเล็ก” แม่ทัพใหญ่เงยหน้าขึ้นมาตอบ 

 

“บทกวีเกี่ยวกับอะไร” 

 

“ลองอ่านดูสิ แล้วเจ้าจะรู้ว่าข้าเขียนบทกวีเกี่ยวกับอะไร” คุณชายลี่เหว่ยก็ก้มลงอ่านตามที่พี่ชายบอก 

 

เพียงได้ประสบวงหน้าละไม 

 

โฉมไฉไลราวจันทร์เจิดนภา 

 

 “บทกวีเกี้ยวสาวนี่นา” พี่ชายก็พยักหน้าตอบรับด้วยรอยยิ้มที่แสนมีเสน่ห์ยิ่งนัก 

 

“ใช่แล้วล่ะ” 

 

“พี่ใหญ่เขียนให้คุณหนูเสวี่ยชิงใช่ไหม” ถามด้วยน้ำเสียงคาดการณ์ 

 

“ถูกต้อง”  

 

“ดูท่าว่าคุณหนูเสวี่ยชิงจะทำให้พี่ใหญ่ตกหลุมรักเป็นแน่” 

 

“มีใครบ้างจะไม่ตกหลุมรักคุณหนูสกุลกุ้ยที่แสนน่ารักกันล่ะ” พลางเชื่อมั่นว่านางสามารถทำให้คนถูกตาต้องใจได้เป็นอย่างมาก 

 

“ข้าคนหนึ่งที่ไม่ตกหลุมรักคุณหนูกุ้ยที่แสนน่ารัก” เป็นคำพูดที่ไม่ตรงกับใจเอาเสียเลย แต่ทำยังไงได้ล่ะในเมื่อผู้เป็นพี่ชายหมายมั่นหัวใจกับนางก่อนตนเอง  

 

“ดีแล้วล่ะเจ้ากับข้าจะได้ไม่ต้องทะเลาะกัน” โดยคุณชายใหญ่ก็ร่ายบทกวีต่อหลังจากนั้น 

 

เมื่อเขียนบทกวีเสร็จก็ออกไปสั่งการกับจงซื่อหนาน ซึ่งเป็นคนใช้ในบ้านของตนเอง 

 

“ซื่อหนาน เจ้าไปสอบถามให้หน่อย ว่าคุณหนูเสวี่ยชิงจะไปตลาดอีกเมื่อไร ข้าจะไปดักรอเสวี่ยชิง” 

 

“คุณชายใหญ่ถูกใจคุณหนูเสวี่ยชิงใช่ไหมขอรับ” สอบถามอย่างคาดการณ์ 

 

“ใช่ ข้าถูกใจเสวี่ยงชิงมาก” เมื่อได้รับการยืนยันอย่างชัดเจน 

 

“ข้าจะไปสอบถามสาวใช้ของคุณหนูเสวี่ยชิงให้ขอรับ”  รับคำด้วยความเข้าใจ 

 

ช่วงสายซื่อหนานก็ทำหน้าที่เป็นคนกลางให้กับความรักของเจ้านายหนุ่ม ด้วยการไปดักพบเยี่ยชุนทางด้านนอก เพียงอีกฝ่ายเห็นเขาก็เดินออกมาซักถาม 

 

“เจ้าเป็นคนใช้บ้านสกุลจางนี่”  นั่นเพราะว่าเคยเห็นผู้ชายเบื้องหน้าไปไหนมาไหนกับคุณชายทั้งสองน่ะเอง 

 

“ใช่ ข้ามีเรื่องอยากจะสอบถามเจ้า” 

 

“เจ้าจะสอบถามอะไรข้ากัน” เยี่ยชุนทำสีหน้าสงสัย 

 

“คุณชายใหญ่ของข้าอยากจะเจอคุณหนูเสวี่ยชิง ก็เลยให้ข้ามาสอบถามเจ้า ว่าคุณหนูเสวี่ยชิงจะไปตลาดอี้เจียงอีกเมื่อใด” 

 

“คุณหนูยังไม่ไปตลาดอี้เจียงแต่มะรืนนี้คุณหนูจะไปที่ศาลเจ้า ถ้าคุณชายใหญ่ของเจ้าอยากเจอคุณหนู ก็ไปรอที่นั่นละกัน” เมื่อได้คำตอบจากอีกฝ่ายก็ยิ้มด้วยสีหน้าพอใจ 

 

“ขอบใจมากนะเพ่ยหนิง” หลังจากนั้นจงซื่อหนานก็เตรียมกลับไปรายงานให้คุณชายใหญ่ได้ทราบ นางก็รีบไปรายงานให้เจ้านายสาวได้ทราบเช่นกัน 

 

“คุณหนู เมื่อครู่คนใช้ของคุณชายสกุลจางมาหาข้า” 

 

“คนใช้สกุลจางชอบเจ้าเหรอ” กุ้ยเสวี้ยชิงที่เรียนปักผ้าเอ่ยอย่างสัพยอกกับสาวใช้ของตนเอง 

 

“ไม่ใช่หรอกคุณหนู คนใช้ของคุณชายใหญ่มาสอบถามข้าเรื่องคุณหนูต่างหาก” คิ้วที่โค้งดังจันทร์เสี้ยวขมวดเข้ามาชนกันมุ่น 

 

“มาสอบถามเรื่องของข้าอย่างนั้นเหรอ” 

 

“สงสัยว่าคุณชายใหญ่จะติดใจคุณหนูของข้าเป็นแน่ ไม่อย่างนั้นคงไม่ให้คนใช้ที่บ้านมาถามว่าคุณหนูจะไปตลาดอี้เจียงอีกเมื่อไร” สาวใช้หยอกเย้าเจ้านายสาว 

 

“แล้วเจ้าตอบไปว่ายังไง” ขณะถามมือก็ปักผ้าไปด้วย 

 

“ก็บอกว่าคุณหนูยังไม่ไปตลาดอี้เจียง แต่มะรืนนี้คุณหนูจะไปศาลเจ้าเฉิงเทียน สงสัยว่าคุณชายใหญ่คงจะไปดักรอคุณหนูที่นั่นเป็นแน่” 

 

“ดีเลยข้าก็อยากเจอคุณชายใหญ่เหมือนกัน ข้าจะปักผ้าให้คุณชาย” กุ้ยเสวี่ยชิงยิ้มอย่างยินดีและพึงพอใจ เมื่อรับรู้ว่าคุณชายใหญ่ใจตรงกันกับตนเอง 

 

ที่บ้านสกุลหลันวันนี้หลันหมิงเอ๋อดีใจที่จะได้ออกไปเที่ยว เพราะถูกกักบริเวณให้นั่งเรียนปักผ้ากับชงชาและเด่นดนตรีกู่เจิ้งด้วย  

 

“เยี่ยชุน ออกไปเล่นข้างนอกกันดีกว่า รู้ไหมว่าข้าน่ะดีใจมากๆ ที่วันนี้จะได้ออกไปข้างนอกแค่ไหน” 

 

“รู้สิคุณหนู หน้าคุณหนูบานเป็นดอกบัวขนาดนั้น ตอนที่ถูกกักบริเวณหน้าคุณหนูหุบเป็นดอกบัวเลย” 

 

“เดี๋ยวเจ้าต้องไปศาลเจ้ากับข้านะหมิงเอ๋อ” ผู้เป็นมารดาบอกให้บุตรสาวได้ทราบ 

 

“ข้าไม่อยากไปน่ะท่านแม่ ข้าอยากไปหาเถ่าเถา” เพียงได้ยินชื่อแปลกหูมารดาก็ย้อนถามกลับไป 

 

“ใครคือเถ่าเถากัน” 

 

“เถ่าเถาคือกระต่ายของข้า ข้ารู้ว่าท่านแม่คงไม่ยินยอมให้ข้าเลี้ยงเถ่าเถาเป็นแน่ ข้าก็เลยฝากไว้ที่บ้านของลั่วเหยาคนใช้ของท่านอาฟ่งซาน ข้าคิดถึงเถ่าเถามากท่านแม่ ให้ข้าไปหาเถ่าเถาเถิดท่านแม่” หญิงสาวเอ่ยด้วยน้ำเสียงออดอ้อน 

 

“ไปศาลเจ้ากับข้าก่อน แล้วเจ้าจะไปหาเถ่าเถาก็ตามใจ” 

 

“ก็ได้ท่านแม่”  ตอบรับอย่างไม่ค่อยยินดีเท่าใดนัก 

 

ณ ศาลเจ้าเฉิงเทียน คุณชายใหญ่ก็ได้มาดักรอพบกับกุ้ยเสวี่ยชิง โดยในมือมีร่ายบทกวีมาด้วย เพื่อมอบให้กับสาวเจ้าที่ถูกตาและถูกใจ ซึ่งซื่อหนานก็อยู่กับคุณชายสกุลจางด้วย โดยไม่ไกลกันนั้นจางลี่เหว่ยก็แอบตามมาเช่นกัน แม้ปากจะบอกผู้เป็นพี่ชายว่าไม่ถูกใจ แต่ความจริงแล้วไม่เป็นเช่นนั้นเลย เพียงรับรู้ว่าแม่นางจะมายังศาลเจ้า ก็แอบตามท่านพี่มาด้วย และอดรู้สึกแย่ที่ทำไมตนเองไม่เป็นผู้พบนางก่อนพี่ใหญ่ เพราะรู้ดีว่าถ้าเขาถูกใจสาวใด พี่เล่ยหยางก็จะไม่มายุ่งกับผู้หญิงคนนั้น 

 

“ข้าหวังว่าเสวี่ยชิงจะชอบกวีที่เราเขียน” 

 

“ข้าเชื่อว่าคุณหนูเสวี่ยชิงจะต้องถูกใจกับบทกวีของคุณชายใหญ่เป็นแน่” ซื่อหนานบอกอย่างชื่นชม 

 

ภายในศาลเจ้าเฉิงเทียน มีผู้คนมาสักการะอย่างมากมาย ซึ่งในระหว่างที่คุณหนูตัวร้ายเดินมากับมารดานั้น ก็ได้มีบางสิ่งบินตามมาด้วย ซึ่งเยี่ยชุนสาวใช้ของนางก็บอกให้เจ้านายสาวได้ทราบ 

 

“อุ๊ย ผึ้ง” 

 

“ไหนผึ้งกัน” หลันหมิงเอ๋อสอบถามเมื่อได้ยินเช่นนั้น 

 

“บนหัวคุณหนู” พร้อมกับใช้นิ้วชี้ไปด้วย จึงเหลือบตามองตามก็ได้ยินเสียงผึ้งบินหึ่งๆ ด้านบนของศีรษะ จึงเตรียมใช้มือปัดออกไป แต่สาวใช้ก็ร้องห้ามปรามไว้ 

 

“อย่าปัดคุณหนู เดี๋ยวผึ้งต่อย” 

 

“แล้วจะให้ข้าทำยังไงล่ะ ผึ้งบ้านี่ทำไมต้องมายุ่งกับหัวข้าด้วย” พลางทำน้ำเสียงหงุดหงิดใส่ ก่อนจะรีบเดินหนีไปทางอื่น เผื่อว่าผึ้งจะบินไปทางอื่น 

 

“หมิงเอ๋อจะไปไหน” มารดาเห็นลูกสาวเดินไปทางอื่นจึงเอ่ยปากถาม 

 

“ท่านแม่ผึ้งบินตามข้า ข้ากลัวผึ้งต่อย” บอกไปก็วิ่งหนีไปด้วย 

 

“คุณหนูหมิงเอ๋อ” เยี่ยชุนก็วิ่งตามผู้เป็นนายไป พร้อมกับฮูหยินด้วย 

 

เจ้าผึ้งก็ยังคงบินตามอย่างไม่เลิกรา หลันหมิงเอ๋อก็โวยวายอย่างหงุดหงิด และทำเสียงขับไล่ด้วย 

 

“ไปเดี๋ยวนี้เลยนะเจ้าผึ้ง หัวข้าไม่ใช่ดอกไม้ ไม่ต้องบินมาเกาะเลย”  

 

เพราะมัวแต่หวาดกลัวผึ้งจึงไม่ทันมองว่ามีร่างหนึ่งอยู่เบื้องหน้า นางจึงชนอีกฝ่ายอย่างไม่ตั้งใจ โดยเขาก็โอบประคองกายนุ่มไว้ในวงแขนแกร่ง ซึ่งใบหน้านวลของหลันหมิงเอ๋อก็ซบกับแผ่นอกกว้าง หัวใจของคุณหนูตัวร้ายเต้นตึกตักเมื่อเงยหน้าขึ้นมารับรู้ว่าผู้ชายที่กอดนางไว้เป็นใคร ดวงตากลมได้แต่จับจ้องอย่างตะลึงงัน ซึ่งในช่วงเวลาดังกล่าว จางเล่ยหยางก็ได้ยินเสียงหึ่งๆ จึงมองขึ้นไปยังศีรษะด้านบน ก็เห็นเจ้าผึ้งบนอยู่ไม่ห่างใบหน้าของตนเอง จึงผลักร่างเล็กออกไปอย่างตกใจ 

 

“เหวอ ผึ้ง” หลันหมิงเอ๋อจึงล้มลงไปนั่งที่พื้น ก้นจ้ำเบ้าเต็มๆ  

 

“อู้ย!” นางร้องโอดครวญ

 

“คุณหนูเป็นยังไงบ้าง” เยี่ยชุนเข้ามาดูเจ้านายสาว ยามนี้เจ้าผึ้งตัวร้ายบินหายไปแล้ว 

 

“หมิงเอ๋อ เจ้าเจ็บไหม” 

 

“เจ็บสิท่านแม่ ข้าเจ็บมากเลย” เอ่ยด้วยน้ำเสียงออดอ้อนและหันมาเอาเรื่องคนที่ผลักตนเอง “เจ้าทำอะไร เจ้าผลักข้าทำไม” 

 

“ขอโทษที พอดีข้าตกใจผึ้งน่ะ” 

 

“เจ้านี่ไม่เป็นสุภาพบุรุษเอาซะเลย ผลักผู้หญิงที่บอบบางอย่างข้าได้ลงคอ” สีหน้ามุ่ยอย่างมากที่ต้องมาเจ็บตัว 

 

“ก็ข้ากลัวผึ้งต่อยข้านี่นา ใครใช้ให้เจ้าพาผึ้งมาด้วยกัน” บอกให้ทราบถึงเหตุผล 

 

“ฮึ ข้าก็กลัวผึ้งต่อยข้าเหมือนกัน ก็เลยวิ่งหนีมันมานี่ไงล่ะ” 

 

“มาชนข้าเนี่ยนะ” ท่าทางเอาเรื่องเช่นกัน 

 

“ก็ข้าไม่ได้มองทาง ใครใช้ให้เจ้ามายืนเกะกะกันล่ะ” พลางโทษคุณชายเบื้องหน้าแทน 

 

“นี่เจ้ายังมาโทษคนอื่นอีกเหรอ ทั้งที่เจ้ามาชนข้าน่ะ” ต่อว่ากลับไปด้วยความโกรธ 

 

“ข้าต้องขอโทษด้วย ข้าไม่ได้ตั้งใจ” และเมื่อเห็นผู้หญิงเบื้องหน้า จางเล่ยหยางก็จดจำได้ว่าเป็นผู้ใด 

 

“ไม่คิดว่าท่านอาซู่เจินจะมาที่ศาลเจ้าด้วยเหมือนกัน” อีกฝ่ายมองหน้าของคุณชายหนุ่มก่อนจะทำท่าราวจดจำได้ 

 

“คุณชายเล่ยหยางน่ะเอง” 

 

“ท่านแม่รู้จักคุณชายผู้นี้ด้วยเหรอ” บุตรสาวถามมารดา 

 

“คุณชายเล่ยหยางเป็นบุตรของท่านอาจางไป่ซานไงล่ะ” 

 

“แม่นางผู้นี้คือ...” เขาสอบถามกลับไป 

 

“หลันหมิงเอ๋อ ลูกสาวของข้าเอง ข้าต้องขอโทษคุณชายด้วยที่หมิงเอ๋อไม่ทันระวัง” 

 

“ไม่เป็นไรขอรับท่านอาหญิง” ตอบด้วยวาจาสุภาพ 

 

“ข้าขอตัวไปศักการะศาลเจ้าก่อน” ฟางซู่เจินบอกกับชายหนุ่ม 

 

“เชิญเถิดท่านอาหญิง” จางเล่ยหยางยกมือขึ้นมาทำท่าคารวะอย่างเคารพ ก่อนที่จะหลันหมิงเอ๋อจะเดินไปพร้อมกับมารดาและสาวใช้ โดยนัยน์ตามองอย่างไม่ชื่นชอบ 

 

“อย่าบอกว่าคุณชายใหญ่ถูกใจกับคุณหนูหมิงเอ๋อ” เพียงได้ยินใบหน้าคมก็เปลี่ยนเป็นมุ่ยทันทีและบอก 

 

“ไม่มีวัน คุณหนูม้าดีดกระโหลกแบบนั้น ไม่มีทางถูกใจข้าอย่างเด็ดขาด” แล้วพลันจางเล่ยหยางก็นึกถึงวัยเด็กที่ตนเองถูกเด็กผู้หญิงตัวเล็กวิ่งชนจนล้มและร้องไห้เสียงดัง ทั้งยังโทษว่าเขาไม่ยอมหลบด้วย ครั้งนี้ก็อีกเช่นกัน “ยังโทษคนอื่นไม่เปลี่ยนเหมือนเดิม แล้วคุณชายใหญ่ก็นึกอะไรออกเมื่อมองเห็นมือของตนเองว่างเปล่า 

 

“ซื่อหนานบทกวีข้าล่ะ” 

 

“คุณชายใหญ่ถือไว้เมื่อครู่นี่ขอรับ” อีกฝ่ายบอกให้รับรู้ 

 

“มันไม่อยู่แล้ว มันคงหล่นตอนที่ข้าผลักยายคุณหนูตัวร้ายเมื่อกี้” เรียกฉายาของอีกฝ่ายออกมา วัยเด็กร้ายยังไง โตขึ้นก็ร้ายไม่เปลี่ยนเช่นนั้น 

 

“อาจจะตกอยู่แถวนี้เดี๋ยวข้าจะลองหาดู” โดยซื่อหนานก็กวาดตามองหาร่ายบทกวีของเจ้านายหนุ่ม ขณะที่เขาเองก็มองหาเช่นกันแต่ก็พบเพียงความว่างเปล่า 

 

 

“ไม่มี บทกวีของข้าหายไปไหนกัน บ้าที่สุดเลย อุตส่าห์ตั้งใจจะเอามาบทกวีนั้นมาให้กับเสวี่ยชิงแท้ๆ” พร้อมกับทำท่าถอนหายใจออกมาอย่างหงุดหงิด “ถ้าไม่เป็นเพราะยายคุณหนูนั่นวิ่งมาชนข้า บทกวีของข้าก็คงไม่หายหรอก”

++++++++++++++

มาแปะให้อ่านต่อละค่ะ  7 หน้าเต็มๆ อยากอ่านคุณหนูหมิงเอ๋อตัวร้ายค่ะ 555 อยากรู้จะรักกันยังไง



แสดงความคิดเห็น หัวข้อ : ตอน 3 บุพเพอาละวาด
* ชื่อ :
เช่น John
ไอคอน :
ความคิดเห็น :
อีโมชั่น :




ไฟล์ : แนบไฟล์ แนบไฟล์
Captcha :
captcha
  Enter Characters
แสดงความคิดเห็น
 
Online:  41
Visits:  886,021
Today:  1,122
PageView/Month:  28,723